รวมสำนวนไทยหมวดสัตว์: เรียนรู้ความหมายจากภูมิปัญญาคนไทย
สวัสดีครับนักเรียนทุกคน ต่อเนื่องจากบทความที่แล้วที่ผมได้อธิบายถึงความแตกต่างของถ้อยคำประเภทต่าง ๆ วันนี้ผมจะพานักเรียนมาเจาะลึกในหมวดหมู่ที่น่าสนใจและพบได้บ่อยที่สุดหมวดหนึ่ง นั่นคือ “สำนวนไทยหมวดสัตว์” ครับ
เหตุผลที่ภาษาไทยของเรามีสำนวนเกี่ยวกับสัตว์อยู่มากมาย ก็เพราะในอดีตสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ผู้คนมีวิถีชีวิตที่ผูกพันและใกล้ชิดกับธรรมชาติและสัตว์นานาชนิด บรรพบุรุษของเราจึงเป็นคนช่างสังเกต และได้นำพฤติกรรมหรือลักษณะเด่นของสัตว์เหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างคมคาย จนกลายเป็นสำนวนที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันครับ
ก่อนที่เราจะไปดูตัวอย่างสำนวนในหมวดสัตว์ นักเรียนสามารถทบทวนความรู้พื้นฐานและความแตกต่างระหว่าง สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย ได้จากบทความหลักของเรานะครับ
ตัวอย่างสำนวนไทยที่น่าสนใจในหมวดสัตว์
ต่อไปนี้คือตัวอย่างสำนวนที่นักเรียนน่าจะเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ผมได้รวบรวมพร้อมความหมายและที่มาของสำนวน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ
1. กบในกะลาครอบ
ความหมาย: ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์น้อย แต่กลับสำคัญตนว่ามีความรู้มาก
ที่มาและข้อสังเกต: เปรียบเทียบกับกบที่ถูกกะลาครอบไว้ ทำให้มองเห็นโลกได้เพียงในขอบเขตที่จำกัดของกะลา ไม่ได้รับรู้ถึงโลกภายนอกที่กว้างใหญ่กว่านั้น
2. ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
ความหมาย: คนสองฝ่ายที่ต่างฝ่ายต่างรู้ความลับหรือจุดอ่อนของกันและกัน
ที่มาและข้อสังเกต: เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง ไก่ไม่มีนมและงูก็ไม่มีตีน สำนวนนี้จึงหมายถึงการล่วงรู้ "ความลับ" ที่อีกฝ่ายพยายามปกปิดไว้นั่นเอง
3. ขี่ช้างจับตั๊กแตน
ความหมาย: การลงทุนลงแรงเป็นอย่างมากเพื่อทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งไม่คุ้มค่ากัน
ที่มาและข้อสังเกต: ภาพของช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่โต แต่กลับถูกใช้ในภารกิจเพียงเพื่อจับตั๊กแตนตัวเล็ก ๆ แสดงให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลและความไม่คุ้มค่าของการลงทุน
4. สีซอให้ควายฟัง
ความหมาย: การสั่งสอนหรือแนะนำคนโง่เขลา หรือคนที่ไม่สนใจฟัง ทำให้เสียเวลาเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อันใด
ที่มาและข้อสังเกต: มาจากการเปรียบเปรยว่า ควายเป็นสัตว์ที่ไม่เข้าใจในสุนทรียภาพทางดนตรี แม้จะนำซอซึ่งเป็นเครื่องดนตรีเสียงไพเราะมาสีให้ฟัง ก็ไม่สามารถรับรู้ได้
5. จับปูใส่กระด้ง
ความหมาย: การพยายามควบคุมดูแลเด็กเล็ก ๆ ที่ซุกซนไม่อยู่นิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก
ที่มาและข้อสังเกต: เปรียบเทียบพฤติกรรมของเด็กกับปูที่เมื่อถูกจับใส่กระด้ง ก็จะพยายามปีนป่ายหนีไปคนละทิศคนละทาง ไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ
6. ดินพอกหางหมู
ความหมาย: การปล่อยให้การงานคั่งค้างสะสมไว้ทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็กลายเป็นภาระหนักที่จัดการได้ยาก
ที่มาและข้อสังเกต: มาจากการสังเกตพฤติกรรมของหมูที่ชอบนอนคลุกโคลน ทำให้มีดินโคลนติดที่หาง และค่อย ๆ พอกพูนหนาขึ้นเรื่อย ๆ
7. เฒ่าหัวงู
ความหมาย: ชายสูงอายุที่มีนิสัยเจ้าชู้ ชอบหลอกล่อเด็กสาวในทางกามารมณ์
ที่มาและข้อสังเกต: เป็นการเปรียบเปรยว่ามีเล่ห์เหลี่ยมและพิษสงเหมือนงู แม้จะดูแก่เฒ่าไม่มีอันตรายก็ตาม
8. นกสองหัว
ความหมาย: คนที่ทำตัวเข้าด้วยทั้งสองฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรกัน เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน
ที่มาและข้อสังเกต: เปรียบเปรยถึงความไม่น่าไว้วางใจ เหมือนกับนกประหลาดที่มีสองหัว ซึ่งหันไปได้ทั้งสองทาง ไม่มีความจริงใจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแท้จริง
9. ปลาหมอตายเพราะปาก
ความหมาย: คนที่ได้รับอันตรายหรือความเดือดร้อนเพราะคำพูดของตนเอง
ที่มาและข้อสังเกต: มาจากการสังเกตธรรมชาติของปลาหมอที่มักจะผุดขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ (ทำเสียงฮุบอากาศ) ทำให้เป็นที่สังเกตของคนจับปลาและถูกจับไปได้โดยง่าย
10. หนีเสือปะจระเข้
ความหมาย: การหนีจากภยันตรายอย่างหนึ่ง แต่กลับต้องไปเจอกับภยันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน
ที่มาและข้อสังเกต: เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพของการหนีภัยบนบก (เสือ) แต่กลับต้องไปเจอภัยในน้ำ (จระเข้) ซึ่งหมายถึงการตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ไม่ว่าจะไปทางไหนก็เจอแต่อันตราย
11. หมาหวงก้าง
ความหมาย: คนที่หวงของที่ตนเองไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แล้ว แต่ก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์
ที่มาและข้อสังเกต: มาจากพฤติกรรมของสุนัขที่หวงก้างปลา ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็กินก้างไม่ได้ แต่เมื่อมีใครจะเข้ามาเอาไป ก็จะขู่และแสดงท่าทีไม่พอใจ
12. วัวแก่กินหญ้าอ่อน
ความหมาย: ชายสูงอายุที่ได้หญิงสาวอายุน้อยกว่ามาก ๆ มาเป็นภรรยา
ที่มาและข้อสังเกต: เปรียบเทียบชายแก่เหมือน "วัวแก่" และหญิงสาวเหมือน "หญ้าอ่อน" ที่มีความสดใหม่และน่ากินกว่าหญ้าแก่
การเรียนรู้สำนวนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ในการเรียนวิชาภาษาไทย แต่ยังช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิธีคิดและมุมมองของคนไทยที่มีต่อธรรมชาติรอบตัวอีกด้วยครับ